AGENTIC
|
[post.json](https://kaanshow.com/api/post/what-is-diabetic-retinopathy.json)[rss.xml](https://kaanshow.com/feed)[llms.txt](https://kaanshow.com/llms.txt)

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลที่สุดอย่างหนึ่งคือ “[เบาหวานขึ้นตา](https://thaieye.com/articles/what-is-diabetic-retinopathy/)” เพราะเป็นภาวะที่ค่อย ๆ ทำลายดวงตาอย่างเงียบ ๆ โดยที่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวจนกระทั่งอาการลุกลามไปมากแล้ว การทำความเข้าใจว่าเบาหวานขึ้นตา อาการเป็นอย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคน เพราะหากสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาและรักษาการมองเห็นไว้ได้ก็จะมีมากขึ้น ในทางกลับกัน หากปล่อยปละละเลยจนอาการรุนแรง ความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวรหรือตาบอดก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
**สารบัญ**
- [เบาหวานขึ้นตา ทำไมผู้ป่วยเบาหวานต้องระวัง](#เบาหวานขึ้นตา-ทำไมผู้ป่วยเบาหวานต้องระวัง)
- [สาเหตุของเบาหวานขึ้นตา เกิดจากอะไรได้บ้าง](#สาเหตุของเบาหวานขึ้นตา-เกิดจากอะไรได้บ้าง)
- [เบาหวานขึ้นตา อาการเป็นอย่างไร สังเกตได้จากอะไรบ้าง](#เบาหวานขึ้นตา-อาการเป็นอย่างไร-สังเกตได้จากอะไรบ้าง)
- [เบาหวานขึ้นตามีกี่ระยะ แต่ละระยะแตกต่างกันอย่างไร](#เบาหวานขึ้นตามีกี่ระยะ-แต่ละระยะแตกต่างกันอย่างไร)
- [ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเบาหวานขึ้นตา](#ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเบาหวานขึ้นตา)
- [วิธีตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาทำได้อย่างไร](#วิธีตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาทำได้อย่างไร)
- [แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตาในปัจจุบัน](#แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตาในปัจจุบัน)
- [วิธีป้องกันเบาหวานขึ้นตาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน](#วิธีป้องกันเบาหวานขึ้นตาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน)
- [บทสรุป](#บทสรุป)
## เบาหวานขึ้นตา ทำไมผู้ป่วยเบาหวานต้องระวัง
เบาหวานขึ้นตา หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Diabetic Retinopathy คือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานซึ่งส่งผลโดยตรงต่อหลอดเลือดบริเวณจอประสาทตา (Retina) เมื่อผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน น้ำตาลส่วนเกินจะไปทำลายผนังหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงจอตา ทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ โป่งพอง และรั่วซึมได้ง่ายขึ้น
กลไกนี้อธิบายได้ง่าย ๆ เหมือนท่อน้ำที่ถูกน้ำที่มีความเข้มข้นสูงไหลผ่านเป็นเวลานาน จนผนังท่อเริ่มกร่อนและรั่ว เมื่อหลอดเลือดที่จอตารั่ว ของเหลวและไขมันจะซึมออกมาสะสม ทำให้จอตาบวม และหากปล่อยไว้นานจนหลอดเลือดอุดตัน ร่างกายจะพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มักเปราะบางและแตกง่าย นำไปสู่เลือดออกในตาและจอตาลอกได้ในที่สุด
ความเชื่อมโยงระหว่างเบาหวานขึ้นตากับโรคเบาหวานจึงเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ เพราะยิ่งผู้ป่วยเป็นเบาหวานนานเท่าไหร่ และควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีเท่าไหร่ ความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขึ้นตาก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมานานกว่า 10 ปี มีโอกาสเกิดภาวะนี้ค่อนข้างสูง ดังนั้นการควบคุมเบาหวานให้ดีตั้งแต่ต้นจึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันเบาหวานขึ้นตา
## สาเหตุของเบาหวานขึ้นตา เกิดจากอะไรได้บ้าง
สาเหตุหลักของเบาหวานขึ้นตาคือการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้หลอดเลือดฝอยที่จอตาค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการของเบาหวานขึ้นตาให้รุนแรงและรวดเร็วขึ้น ได้แก่
- ระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวาน ยิ่งเป็นเบาหวานมานานเท่าไหร่ ความเสี่ยงต่อเบาหวานขึ้นตาก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 10 ปี
- การไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย หรือไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
- ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้หลอดเลือดที่จอตาเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดที่จอตา
- การตั้งครรภ์ในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่จอตาได้เร็วขึ้น
เมื่อเข้าใจสาเหตุเหล่านี้แล้ว จะเห็นได้ว่าการป้องกันเบาหวานขึ้นตาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพโดยรวม ทั้งความดันโลหิต ไขมันในเลือด และการเลิกพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ด้วย
## เบาหวานขึ้นตา อาการเป็นอย่างไร สังเกตได้จากอะไรบ้าง
เบาหวานขึ้นตา อาการมักเป็นสิ่งที่สังเกตได้ยากในระยะแรก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติในการมองเห็นอย่างชัดเจน จนกว่าโรคจะดำเนินไปถึงระยะที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว
### อาการเบาหวานขึ้นตาในระยะเริ่มต้น
ในระยะ Nonproliferative Diabetic Retinopathy หรือระยะที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเบาหวานขึ้นตาที่ชัดเจน หรืออาจมีเพียงอาการเล็กน้อย เช่น มองเห็นภาพไม่คมชัดเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะหากเกิดหลอดเลือดรั่วบริเวณจุดภาพชัด (Macula) จะทำให้เกิดอาการจุดภาพชัดบวม ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อการมองเห็นในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือหรือการขับรถ
### อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นอย่างไรเมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรง
เมื่อเข้าสู่ระยะ Proliferative Diabetic Retinopathy หรือระยะที่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ อาการเบาหวานขึ้นตาจะชัดเจนและรุนแรงขึ้นอย่างมาก ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตามัวอย่างเห็นได้ชัด ตาพร่า มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว แยกแยะสีได้ยากขึ้น และบางรายอาจมองเห็นภาพมืดเป็นแถบ ๆ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกในวุ้นตา จอตาลอก และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด
เบาหวานขึ้นตาเป็นยังไงในแต่ละช่วงจึงเป็นคำถามที่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เริ่มมีอาการตามัว นั่นหมายความว่าภาวะเบาหวานขึ้นตาได้ดำเนินไปมากแล้ว ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจึงควรเข้ารับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรกและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
## เบาหวานขึ้นตามีกี่ระยะ แต่ละระยะแตกต่างกันอย่างไร
เบาหวานขึ้นตา หรือ Diabetic Retinopathy เป็นภาวะแทรกซ้อนทางตาที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจนทำลายหลอดเลือดฝอยบริเวณจอประสาทตา โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก ซึ่งแต่ละระยะมีความรุนแรงและเบาหวานขึ้นตา อาการที่แสดงออกแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจระยะของโรคจะช่วยให้ผู้ป่วยและญาติสังเกตความผิดปกติได้ทันท่วงที ก่อนที่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
### ระยะแรกของเบาหวานขึ้นตา (Non-Proliferative)
ในระยะนี้หลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตาเริ่มเปราะบางและรั่วซึมเล็กน้อย แต่ยังไม่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีเบาหวานขึ้นตา อาการที่สังเกตได้ชัดเจน บางรายอาจไม่รู้สึกผิดปกติเลยแม้ตรวจพบรอยโรคแล้ว นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจตาเป็นประจำ แม้ยังมองเห็นชัดเจนดีอยู่ก็ตาม เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุมน้ำตาลในเลือด โรคจะดำเนินไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นได้
### ระยะรุนแรงของเบาหวานขึ้นตา (Proliferative)
เมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะนี้ ร่างกายจะพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ทดแทนหลอดเลือดเดิมที่เสียหาย แต่หลอดเลือดที่สร้างขึ้นใหม่มักเปราะบางและแตกง่าย ทำให้เกิดเลือดออกในวุ้นตา เบาหวานขึ้นตา อาการในระยะนี้จะชัดเจนมากขึ้น เช่น มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา เห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นมืดเป็นแถบ และหากไม่รีบรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตาบอดถาวรได้ในที่สุด
## ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเบาหวานขึ้นตา
ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อเบาหวานขึ้นตาเท่ากัน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี มีค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่เป็นเบาหวานมานานเกิน 10 ปี เนื่องจากยิ่งเป็นโรคนานเท่าไร หลอดเลือดที่จอตาก็ยิ่งมีโอกาสเสื่อมสภาพมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรือสตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวาน ล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดอาการเบาหวานได้เร็วและรุนแรงขึ้น อาการเบาหวานที่ควบคุมไม่ดีมักมาพร้อมภาวะแทรกซ้อนหลายระบบพร้อมกัน ดังนั้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันไม่ให้เกิดเบาหวานขึ้นตา
ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของการมองเห็น และไม่ควรรอจนกว่าจะมีอาการตามัวชัดเจน เพราะในหลายกรณีอาการเบาหวานขึ้นตาจะปรากฏก็ต่อเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว การตรวจคัดกรองเชิงรุกจึงมีความสำคัญมากกว่าการรอให้มีอาการผิดปกติ
## วิธีตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาทำได้อย่างไร
การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาเริ่มต้นด้วยการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ ซึ่งจะทำการขยายม่านตาเพื่อตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด วิธีนี้ช่วยให้แพทย์มองเห็นหลอดเลือดที่ผิดปกติ จุดเลือดออก หรือรอยโรคอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงเบาหวานขึ้นตาได้ชัดเจน แม้ผู้ป่วยจะยังไม่มีเบาหวานขึ้นตาอาการใด ๆ ก็ตาม
ปัจจุบันยังมีการถ่ายภาพจอตาด้วยกล้องถ่ายภาพดิจิทัลความละเอียดสูง (Fundus Photography) ซึ่งช่วยบันทึกภาพจอประสาทตาไว้เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งที่ตรวจ และในบางกรณีแพทย์อาจใช้เทคนิค Optical Coherence Tomography (OCT) เพื่อตรวจสอบความบวมของจุดภาพชัดอย่างละเอียดมากขึ้น
สำหรับความถี่ในการตรวจ ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรได้รับการตรวจตาและขยายม่านตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะไม่มีความผิดปกติทางการมองเห็นก็ตาม หากตรวจพบเบาหวานขึ้นตาแล้ว แพทย์อาจนัดตรวจถี่ขึ้นตามความรุนแรงของโรค หลังขยายม่านตาผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวชั่วคราว 4-6 ชั่วโมง จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเองในช่วงเวลาดังกล่าว
## แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตาในปัจจุบัน
แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตามีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อชะลอไม่ให้โรคลุกลามไปมากกว่าเดิม เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถทำให้จอประสาทตากลับมาเป็นปกติได้อย่างสมบูรณ์ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและโรคประจำตัวอื่น ๆ ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการรักษาเบาหวานขึ้นตาทุกระยะ
### การรักษาด้วยเลเซอร์และการฉีดยาเข้าวุ้นตา
การรักษาด้วยเลเซอร์เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยที่มีเบาหวานขึ้นตาในระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ เลเซอร์จะช่วยให้หลอดเลือดผิดปกติฝ่อลง ลดโอกาสเลือดออกในวุ้นตา แม้จะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้น แต่สามารถชะลอความรุนแรงของเบาหวานขึ้นตา อาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการฉีดยาเข้าวุ้นตาเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยม โดยยาจะช่วยยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่และลดอาการบวมของจุดภาพชัด ผลการรักษาค่อนข้างดี แต่ฤทธิ์ยาอยู่ได้ไม่นาน จึงอาจต้องฉีดซ้ำหลายครั้ง และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบหรือเลือดออกในวุ้นตาเล็กน้อย
### การผ่าตัดรักษาเบาหวานขึ้นตาในกรณีรุนแรง
สำหรับผู้ป่วยที่มีเลือดออกในวุ้นตาปริมาณมากจนไม่สามารถดูดซึมได้เอง หรือมีจอประสาทตาหลุดลอกจากพังผืดดึงรั้ง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดวุ้นตา เพื่อนำเลือดและพังผืดที่ก่อปัญหาออก พร้อมซ่อมแซมจอตาที่หลุดลอกให้กลับเข้าที่เดิม วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เบาหวานขึ้นตาลุกลามรุนแรงขึ้น แม้การมองเห็นอาจไม่กลับมาสมบูรณ์เท่าเดิม แต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวรได้อย่างมีนัยสำคัญ
## วิธีป้องกันเบาหวานขึ้นตาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
เบาหวานขึ้นตา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจนไปทำลายหลอดเลือดฝอยบริเวณจอประสาทตา หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทุกคน
หัวใจสำคัญของการป้องกันเบาหวานขึ้นตาคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ เพราะยิ่งระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานเท่าไร ความเสี่ยงที่หลอดเลือดจอตาจะเสียหายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวานก็มีผลโดยตรง ยิ่งเป็นเบาหวานมานานหลายปี โอกาสเกิดเบาหวานขึ้นตาก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
นอกจากการควบคุมน้ำตาลแล้ว การควบคุมความดันโลหิตและไขมันในเลือดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงจะเร่งให้หลอดเลือดในจอตาเสื่อมเร็วขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องการรับประทานยา การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการงดสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
อีกหนึ่งแนวทางป้องกันที่ขาดไม่ได้คือ การตรวจตาเป็นประจำ แม้จะยังไม่มีอาการคนเป็นเบาหวานที่ผิดปกติทางสายตาก็ตาม เพราะในระยะแรกของเบาหวานขึ้นตา ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ เลย แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้ารับการตรวจตาและขยายม่านตาตรวจจอตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ หากตรวจพบความผิดปกติ แพทย์จะสามารถวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที ก่อนที่โรคจะลุกลามจนยากต่อการควบคุม
สำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขึ้นตา จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพตาควบคู่ไปกับการฝากครรภ์อย่างใกล้ชิด
## บทสรุป
เบาหวานขึ้นตา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้หลอดเลือดฝอยบริเวณจอประสาทตาเสื่อมสภาพจนกลายเป็นเบาหวานขึ้นตา อาการต่าง ๆ ซึ่งในระยะแรกมักไม่มีอาการที่สังเกตได้ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัวจนกระทั่งโรคลุกลามไปมากแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันผ่านการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดอย่างสม่ำเสมอ และการตรวจตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มแรก แม้ว่าเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยชะลอการลุกลามของโรคและลดโอกาสสูญเสียการมองเห็นอย่างมาก ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพดวงตาและถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโรคเบาหวานโดยรวม